สำหรับ Photographer แล้ว ในยุคนี้สิ่งที่จะหนีไม่ได้เลยก็คือกล้องฟิล์ม ต้องยอมรับจริง ๆ ว่ากระแสกล้องฟิล์มในยุคนี้มาแรงจริง ๆ มองไปทางไหนก็เห็นคนถ่ายกล้องฟิล์ม หรือว่าจะเล่น Social เองก็ตาม พนันได้เลยว่าหากคุณเข้า Facebook หรือ Instagram ของคุณตอนนั้น คุณก็เห็นรูปผู้คนโพสต์รูปตัวเองที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม กับสถานที่ที่ออกสไตล์วินเทจหน่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้ภาพที่ได้ดูเก่ามากขึ้น กล้องฟิล์มที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นกล้องของคนยุคก่อน ยิ่งไปกว่านั้นก็มีบางคนเข้าใจว่ากล้องฟิล์มเป็นจุดกำเนิดของกล้องถ่ายรูปในปัจจุบัน แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย 

ที่มาของกล้องถ่ายรูป

กล้องฟิล์ม ที่มา
ที่มาของกล้องถ่ายรูป

วิวัฒนาการของกล้อง หรือ กล้องถ่ายรูปนั้นเริ่มจากมีผู้สังเกตุเห็นภาพเหมือนในลักษณะกลับหัวบนผนังภายในห้องที่ทึบและอับแสง ซึ่งภาพดังกล่าวเกิดจากแสงของภาพวิวภายนอกลอดผ่านรูเล็ก ๆ ที่ผนังห้องไปก่อเกิดภาพเหมือนบนผนังอีกด้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของห้อง ต่อมาได้มีการนำหลักการดังกล่าวมาประดิษฐ์เป็นกล้องออบสคิวรา (Camera Obscura) คำว่า ‘camera มีความหมายว่า ‘ห้อง’ ส่วน ‘Obscura’ มีความหมายว่า ความมืด ในปีค.ศ.1558 นาย Giovanni Battista della Porta ได้เขียนบทความเกี่ยวกับกล้องออบสคิวรา และแนะนำวิธีการใช้กล้องถ่ายรูปตัวนี้ ที่เป็นเครื่องมือในการวาดภาพ

Johannes Zahn ได้ออกแบบกล้องออบสคิวรา (Camera Obscura) แบบพกพาไว้หลายแบบ และยังมีการใช้กระจกติดไว้ด้านหลังของกล้องสะท้อนแสงขึ้นไปปรากฏภาพที่ด้านบนของกล้อง เพื่อทำให้ภาพที่ได้นั้นไม่กลับหัวอีกต่อไป ประจวบเหมาะกับในช่วงศตวรรษที่ 16 ได้มีการประดิษฐ์กล้องส่องทางไกล จึงมีการนำเลนส์มาใส่ที่ช่องรับแสงแทนรูเข็มทำให้ได้ภาพที่สว่างและคมชัดขึ้น

หลังจากนั้นในช่วงปีค.ศ. 1814 มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งนามว่า Joseph Nicéphore Niépce ได้ทดลองนำสาร silver chloride เคลือบลงบนกระดาษมารับภาพในกล้องออบสคิวรา โดยเปิดรับแสงอยู่นานถึง 8 ชั่วโมง กระดาษดังกล่าวมีภาพปรากฏขึ้นแต่สามารถอยู่ได้สักพักแล้วก็จางหายไป แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพ ต่อมาในปีค.ศ. 1837 ชาวฝรั่งเศสชื่อ Louis Jacques Mandé Daguerre ผู้เป็นหุ้นส่วนกับนาย Niépce ได้ทำการพัฒนาวิธีการสร้างภาพต่อจากนาย Niépce เขาสามารถทำการบันทึกภาพให้อยู่คงทนได้สำเร็จอีกทั้งใช้เวลาในการรับแสงน้อย กว่า 30 นาที จากนั้นวิธีการของนาย Daguerre จึงมีชื่อเรียกว่า “Daguerreotype”

ต่อมาในปีค.ศ. 1841 นาย William Henry Talbot ได้พัฒนาระบบที่ชื่อ Calotype โดยการสร้างภาพจากการบันทึกให้เป็นภาพกลับสี (Negative Image ขณะนั้นยังเป็นภาพสีขาวกับดำอยู่) จากนั้นนำภาพที่ได้มาทำการสำเนาได้เป็นภาพสีเหมือน (Positive Image) ซึ่งวิธีการนี้สามารถทำสำเนาจากภาพต้นฉบับได้หลาย ๆ ชุด ทั้งนาย Daguerre และนาย Talbot ต่างก็ใช้กล้องออบสคิวราแบบติดเลนส์ด้านหน้าซึ่งสามารถเลื่อนปรับระยะได้ เพื่อหาระยะความชัดของภาพ ส่วนแผ่นรับภาพจะติดไว้ด้านหลังที่ช่องมองภาพ ในปีค.ศ. 1843 ได้มีการนำภาพถ่ายมาใช้ในการโฆษณาครั้งแรกที่เมืองฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้น 8 ปี ในปีค.ศ. 1851 Frederick Scott Archer ได้คิดค้นระบบที่มีชื่อเรียกว่าระบบ Collodion โดยใช้แผ่นรับภาพแบบแห้ง ซึ่งใช้เวลาเพียง 2 ถึง 3 วินาทีในการบันทึกภาพในสภาพแสงปกตินอกอาคาร ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองก็ได้มีการทดลองบันทึกภาพถ่ายใต้น้ำด้วย ในปีค.ศ. 1859 มีการจดสิทธิบัตรกล้องถ่ายรูปแบบ Panorama และในปีค.ศ. 1871 นาย Richard Leach Maddox ได้คิดค้นแผ่นรับภาพแบบแห้งโดยใช้สารเจลาตินซึ่งมีชื่อเรียกระบบนี้ว่า ระบบ Gelatin Dry Plate Silver Bromide แผ่นรับภาพชนิดนี้ทำให้ช่างถ่ายภาพไม่จำเป็นต้องชโลมด้วยน้ำยาเคมีเพื่อทำ การล้างภาพทันทีหลังจากบันทึกภาพเสร็จเหมือนกรรมวิธีในระบบก่อนหน้านี้ ในช่วงปลายของปีค.ศ. 1870 ความเร็วในการบันทึกภาพเหลือเพียง 1 ใน 25 วินาที

ในปีค.ศ. 1880 นาย George Eastman ได้ก่อตั้งบริษัท Eastman dry plate สี่ปีให้หลังทางบริษัทได้ประดิษฐ์แผ่นรับภาพทำจากกระดาษทำให้โค้งงอได้เป็น ที่มาของคำว่า ‘ฟิล์ม ถ่ายภาพ (Photographic Film)’ และในปีค.ศ. 1888 บริษัท Eastman ได้ประดิษฐ์ฟิล์มแบบเป็นม้วนทั้งยังประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปแบบประหยัดใช้ชื่อ ว่า ‘Kodak’ ซึ่งตัวกล้องมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมไม่มีการปรับระยะชัดและมีความเร็วในการ รับแสงตายตัวอีกทั้งได้ทำการเปลี่ยนฟิล์มแบบกระดาษเป็นให้เป็นฟิล์มแบบเซลลูลอยด์ (Celluloid) จากนั้นในปีค.ศ. 1889 ผู้ใช้กล้อง Kodak เมื่อถ่ายภาพจนหมดม้วนก็จะนำฟิล์มมาส่งให้บริษัท Kodak เพื่อเป็นผู้จัดทำขบวนการสร้างภาพ และในปีค.ศ. 1900 บริษัทยังได้ออกกล้องรุ่นใหม่มีชื่อว่า “Brownie” เป็นกล้องราคาประหยัด ซึ่งกล้องรุ่นนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก กล้อง Brownie ออกมาอีกหลายรุ่น ซึ่งบางรุ่นยังมีจำหน่ายจนสิ้นทศวรรษ 1960 ผลการประดิษฐ์ฟิล์มม้วนของ Kodak ยังเป็นก้าวสำคัญในการประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพยนต์ของนาย Thomas Edison’s ในปีค.ศ. 1891

ในปีค.ศ. 1913 นาย Oskar Barnack จากสถาบัน Ernst Leitz Optishe Werke ได้มีการประดิษฐ์ต้นแบบกล้อง 35 มม. และผลิตออกจำหน่ายในปีค.ศ. 1925 ใช้ชื่อกล้องว่า “Leica I” กล้อง 35 มม.ได้เป็นที่นิยมเพราะขนาดกระทัดรัด และฟิล์มที่ใช้ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นผลให้ผู้ผลิตกล้องต่างก็ลงมาแข่งขันในตลาดนี้ ในปีค.ศ. 1927 บริษัทไฟฟ้า General Electric ได้ประดิษฐ์หลอดไฟแฟลชใช้สำหรับถ่ายภาพในพื้นที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งก่อนหน้านี้การให้แสงสว่างทำได้โดยใช้ผงเคมีทำปฏิกิริยากันจนเกิดแสงจ้า ซึ่งถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน

ในปีค.ศ. 1935 บริษัท Eastman Kodak ได้วางจำหน่ายฟิล์มสไลด์สี “Kodachrome” ซึ่งให้สีสันที่สวยสดเป็นที่นิยมของช่างภาพมืออาชีพ เนื่องจากขบวนการสร้างภาพที่ซับซ้อน ฟิล์มรุ่นนี้ขายในราคาที่รวมค่าล้างและต้องส่งไปเข้าสู่ขบวนการล้างที่ศูนย์ ของ Kodak เท่านั้น ต่อมาในปีค.ศ. 1941 บริษัท ยังได้แนะนำฟิล์ม negative สี “Kodacolor” เข้าสู่ตลาดอีกด้วย

หลังจากนั้นกล้อง หรือกล้องถ่ายรูปก็ถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จากกล้องฟิล์มที่ใส่ฟิล์มสไลด์สี จึงกลายเป็น กล้องที่สามารถสร้างภาพทันทีหลังการถ่ายภาพ (Instant-picture camera) ซึ่งมักเรียกกันว่า ‘Land Camera’ แล้วก็เกิดกล้องโพลารอยด์ (Polaroid) ขึ้น แต่การพัฒนากล้องถ่ายรูปก็ยังไม่หยุดแค่นั้น นักพัฒนากล้องก็ยังพัฒนาเพิ่มมากขึ้นไปอีก จนไปเป็นกล้องดิจิตอลเป็นที่เราใช้กันในปัจจุบัน ถึงกระนั้น การที่มีกล้องดิจิตอลแล้วก็ยังมีการเพิ่มเลนส์ในการถ่ายภาพเพื่อเพิ่มความคมชัดมากขึ้น ภาพที่ถ่ายจะได้ออกมาสวยงาม

ประเภทของกล้องฟิล์ม

กล้องฟิล์ม ประเภท
ประเภทของกล้องฟิล์ม

Point & Shoot

กล้องฟิล์มแบบ Point & Shoot หรือเราจะคุ้นกันในชื่อ กล้องฟิล์มคอมแพ็ค หรือ กล้องคอมแพ็ค นั่นเอง กล้องฟิล์มรูปแบบนี้เป็นกล้องที่ใช้งานง่ายมาก เพียงเล็งและกดชัตเตอร์เพียงเท่านั้น เราก็จะได้ภาพที่มาจากกล้องฟิล์มแล้ว กล้องฟิล์มแบบคอมแพ็คนั้นก็มาหลายเช่นกัน เริ่มตั้งแต่กล้องที่สามารถถ่ายรูปแบบธรรมดา หรือว่าล้ำขึ้นมาหน่อยก็สามารถเปิดได้ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพในที่ที่มีแสงน้อย หรือมากไปกว่านั้นก็คือการซูมภาพ เพื่อสามารถถ่ายภาพในระยะไกลได้ กล้องฟิล์มแบบคอมแพ็คถือว่าเป็นกล้องที่ใช้งานง่ายมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะความเสี่ยงในการเกิดภาพเสียน้อยมาก กล้องฟิล์มแบบคอมแพ็คนั้นจึงเป็นกล้องที่แนะนำ หากใครเพิ่งหัดเล่นกล้องฟิล์ม

Rangefinder

ต่อมาเป็นกล้องฟิล์มแบบ Rangefinder หรือ กล้องเรนจ์ไฟเดอร์ กล้องฟิล์มชนิดนี้ เป็นกล้องอัพเกรดจากกล้องฟิล์มแบบคอมแพ็คขึ้น ซึ่งวิธีการใช้จะยากขึ้นไปอีก การถ่ายภาพจากกล้องฟิล์มแบบ Rangefinder นั้น จะยุ่งยากตรงที่เราจะต้องปรับระยะโฟกัสเอาเอง ซึ่งจะทำให้การถ่ายภาพในหนึ่งครั้งจะต้องใช้เวลาเล็งเพื่อปรับระยะโฟกัส และที่ยากไปกว่านั้นการถ่ายภาพจากกล้องฟิล์มแบบ Rangefinder นั้นยังจะต้องปรับค่า ISO หรือปรับค่ารูรับแสงของกล้องฟิล์มเพื่อให้รูปที่ได้มีแสงพอดี ถึงกระนั้นรูปที่ได้จากกล้องฟิล์มแบบ Rangefinder นั้นก็สวยมากเช่นกัน ด้วยเหตุที่เราต้องปรับระยะโฟกัสนั้นทำให้วัตถุในภาพที่เราถ่ายนั้นมีความคมชัดเป็นอย่างมาก และพื้นหลังของภาพนั้นจะถูกเบลอ ซึ่งทำให้ภาพที่เราได้มานั้นสวยเป็นอย่างมาก กล้องฟิล์มแบบ Rangefinder เหมาะสำหรับคนที่มีความเรื่องการถ่ายภาพอยู่แล้ว รู้ว่าแสงระดับไหนควรปรับค่ารูรับแสงเท่าไหร่ หากมความรู้เหล่านี้แล้วการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มแบบ Rangefinder นั้นไม่ยากอีกต่อไป แถมยังมีความสนุกเพิ่มขึ้นอีกด้วย

SLR

กล้องฟิล์มแบบ SLR หรือ Single-Lens Reflex กล้องฟิล์มชนิดนี้ เป็นกล้องที่เราสามารถหาจุดโฟกัสของภาพได้จากช่องมองภาพ (Viewfinder) เลย อธิบายให้เข้าใจง่ายก็คือเราสามารถเล็งภาพจากเลนส์กล้องได้เลย ซึ่งต่างจากกล้องฟิล์มแบบคอมแพ็ค และกล้องฟิล์มแบบเรนจ์ไฟเดอร์ กล้องฟิล์ม 2 ชนิดนี้การเล็งภาพก่อนที่จะถ่ายภาพนั้นต้องมองจากช่องมองภาพ ซึ่งการออกแบบของกล้องบางชนิด ช่องมองภาพกับเลนส์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกันจึงทำให้ภาพที่ได้มีความเบี้ยวเกิดขึ้นได้ ซึ่งการมองภาพผ่านเลนส์จะเป็นจุดเด่นของกล้องฟิล์มชนิดนี้ มากไปกว่านั้นกล้องชนิดนั้นยังสามารถเปลี่ยนเลนส์กล้องได้อีกด้วย แต่ฟังก์ชันอย่างหลากหลายนั้นก็ต้องแลกมาด้วยกับราคาแพงของมัน ดังนั้นหากใครที่คิดว่าตัวเองต้องการถ่ายภาพเป็นอาชีพแล้วนั้น กล้องฟิล์มแบบ SLR ก็แบบอีกหนึ่งตัวเลือกที่แนะนำ

แนะนำกล้องฟิล์ม 5 รุ่นยอดฮิต

กล้องฟิล์ม แนะนำ
แนะนำกล้องฟิล์ม 5 รุ่นยอดฮิต

Olympus Trip 35

กล้องฟิล์ม Olympus 35 trip
Olympus Trip 35

กล้องฟิล์มในตำนานที่ขายถล่มทลายของ  Olympus  ว่ากันว่ากล้องฟิล์มรุ่นนี้ผลิตตั้งแต่ปี 1968 – 1988 มีการผลิตสูงถึง 10 ล้านตัว  เพราะมันเป็นกล้องฟิล์มใช้ง่าย ภาพคมสวย และถูกมาก กล้องฟิล์มรุ่นนี้มีหลักการถ่ายก็คือการกะระยะ โดยจะมีสัญลักษณ์ เป็น รูปคนหนึ่งคน = 1 เมตร , รูปคนสองคน = 1.5 เมตร , รูปคนเป็นกลุ่ม = 3 เมตร และรูปภูเขา คือถ่ายวิวไกล ๆ ยังไงก็ชัด  การปรับค่าต่าง ๆ ซึ่งถ้าใครขี้เกียจก็ปรับรูปรับแสงของกล้องฟิล์มแบบเรนจ์ไฟเดอร์ ก็ปรับมาที่ A ทีนี้ก็กะโฟกัสแล้วถ่ายลูกเดียว ข้อดีของกล้องฟิล์มรุ่นนี้คือ มันไม่ต้องใช้ถ่านเลย เมื่อไหร่ที่แสงไม่พอ มันจะมีธงแดงมาบังในจอเราแค่นั้น เพียงกดถ่ายอย่างเดียว

Minolta Hi-Matic F

กล้องฟิล์ม Minolta Hi-Matic F
Minolta Hi-Matic F

ถ้าจะไม่พูดถึงกล้องฟิล์มรุ่นนี้ก็คงจะไม่ได้ รุ่นสุดฮิตของหมอก ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น เดอะ ซีรีย์  กล้องฟิล์มรุ่นนี้เกิดในปี 1972 ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นกล้องฟิล์มรุ่นประหยัดที่ปรับลดสเปคมาจากกล้องฟิล์มรุ่น Minolta Hi-Matic E การใช้งานของกล้องฟิล์มรุ่นนี้ก็ง่ายมาก ๆ แค่เล็งไปแล้วปรับโฟกัสให้ภาพซ้อนมันซ้อนกันพอดี ลองกดชัตเตอร์ลงครึ่งนึงก็จะเป็นการวัดแสงว่าภาพที่จะถ่าย มันแสงน้อยแสงมากยังไง ก็จะมีไฟเตือน น้ำหนักเบาสบายมาก กล้องรุ่นนี้ไม่เหมาะกับคนที่ชอบตั้งค่าอะไรเอง เพราะมันไม่มีอะไรให้ตั้งค่าเลย จึงทำให้กล้องฟิล์มรุ่นนี้ใช้ง่ายมาก ๆ

Yashica Electro 35

กล้องฟิล์ม Yashica Electro 35
Yashica Electro 35

เป็นกล้องฟิล์มอีกหนึ่งตัวที่ฮิตมากๆ เคยปรากฏตัวอยู่ในหนัง Amazing Spiderman มาแล้ว กล้องฟิล์มรุ่นนี้ผลิตมาตั้งแต่ปี 1966 เป็นกล้องฟิล์มที่ขายดีมาก ว่ากันว่ากล้องฟิล์มรุ่นนี้ถูกขายไป 8 ล้านตัว กล้องฟิล์มตัวนี้มีรุ่นออกอยู่หลายรุ่น เป็นชื่อรุ่นต่อท้าย เช่น Electro 35 GS , Electro 35 GSN อะไรแบบนี้ แต่มันไม่ต่างกันมากหรอก ไม่ต้องเป็นห่วงนักสำหรับนักเล่นกล้องฟิล์มมือใหม่ ข้อดีของกล้องฟิล์มรุ่นนี้ค่อนข้างน่าสนใจ เนื่องจากมันเป็นระบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ จึงสนุกกับการเล่นกล้องฟิล์มได้มากขึ้น หลักๆคือโฟกัสด้วยระบบ Rangefinder ปรับภาพซ้อนให้ตรง การตั้งค่า เราสามารถตั้งรูรับแสงได้เองด้วย แล้วกล้องฟิล์มตัวนี้จะจัดความเร็วชัตเตอร์ให้ หรือจะอัตโนมัติหมดเลยก็ได้เหมือนกัน แถมมีชัตเตอร์ B กดค้างได้ตามต้องการเราก็ยังได้ การกดชัตเตอร์ครึ่งนึงก็เป็นการวัดแสง มีสัญญาณบอกว่ามืดไปสว่างไป คุณภาพของภาพก็เยี่ยมมากเลย ข้อเสียที่ร้ายแรงของกล้องฟิล์มรุ่นนี้ก็คือใหญ่และหนักกว่ามาก อีกอย่างปัญหาเรื่องถ่าน เพราะถ่านที่ใช้ค่อนข้างหายาก ถ่านจะมีลักษณะแบนกลม คล้าย ๆ กับเหรียญ Slot ซึ่งปัจจุบันก็มีการเอาถ่านชนิดอื่น ๆ ดัดแปลงจนกล้องฟิล์มรุ่นนี้สามารถใช้งานได้

Olympus 35 DC

กล้องฟิล์ม Olympus 35 DC
Olympus 35 DC

ซีรีย์ของกล้องฟิล์ม Olympus 35 มีเยอะมากมายไปหมด มีทั้ง DC RD แล้วก็ RC กล้องฟิล์มรุ่น Olympus 35 DC นี้ ถ้าเทียบกันแล้ว เหมือนกับกล้องฟิล์มรุ่น Minolta Hi-Matic F เพราะฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ ของกล้องฟิล์ม 2 รุ่นนี้เหมือนกันเลย ข้อดีของกล้องฟิล์มรุ่นนี้ที่เหนือกว่า Hi-Matic F  คือเลนส์สุดโคตรของเค้า ที่สามารถถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีกว่า เป็นจุดขายในยุคนั้นเลย และคมมากด้วย

Pentax K-1000

กล้องฟิล์ม Pentax K-1000
Pentax K-1000

นี่คือกล้องฟิล์มระดับครูสำหรับคนเล่นกล้องเลย เพราะกล้องฟิล์มรุ่นนี้ขายดีในหมู่นักเรียนนักศึกษาที่เรียนเรื่องการถ่ายรูปมาตั้งนานมากแล้ว ด้วยความที่มันเป็นกล้องฟิล์มที่ไม่มีฟังก์ชั่นอะไรไปกว่าเบสิคของการถ่ายรูปเลย ทั้ง ๆ ที่กล้องฟิล์มรุ่นนี้ผลิตตอนปี 1976 จะมีเทคโนโลยีอะไรมาหลายอย่าง แต่กล้องฟิล์มรุ่น K-1000 นี้ ก็เป็นกล้องฟิล์มที่ Manual มาก ๆ ปรับเองทุกสิ่งอย่าง เรียกว่า Simply the Best ด้วยความธรรมดาของกล้องฟิล์มรุ่นนี้ เลยกลายเป็นกล้องฟิล์มที่ผลิตยาวนานสุดๆในประวัติศาสตร์กล้อง ถึง 21 ปี ส่วนน้ำหนักของกล้องฟิล์มรุ่นนี้ ถ้ารวมเลนส์ 765 กรัม ขนาดและน้ำหนักถือว่ากลาง ๆ เหมาะกับใครที่อยากเริ่มต้นใช้กล้องฟิล์มแบบจริงจัง ตัวนี้เหมาะมาก

กล้องฟิล์มถือว่าเป็นที่นิยมมากในบุคคลหลาย ๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่อยากถ่ายรูปแบบด้วยการใช้กล้องฟิล์มเพื่อให้รูปดูวินเทจ หรือว่าวันทำงานที่อยากย้อนไปยังความทรงจำวัยเด็กด้วยการใช้กล้องฟิล์ม ด้วยความต้องการมากของกล้องฟิล์มนั้น ก็ส่งผลให้ราคาของกล้องฟิล์มในตลาดสูงมากขึ้น มีคนส่วนมากที่ต้องการลงทุนด้วยการกว้านซื้อกล้องฟิล์มในปัจจุบันเพื่อเอาไว้เกร็งกำไรในอนาคต ซึ่งก็ถือว่าเป็นความคิดที่ดี เพราะพนันได้เลยว่า ราคากล้องฟิล์มในอีก 5 ปีข้างหน้านั้นจะต้องเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน

กระแส ‘กล้องฟิล์ม’ ในปัจจุบัน